ลัทธิทำลายล้าง

posted on 15 May 2009 22:11 by cheer-up-mayme
Nihilism 
ไนฮิลิซึม...คือเพลงแนวพังค์ของแรนซิดที่ออกในปี1998.........ไม่ใช่ละ -*-


Nihilism แปลตรงๆ ว่า การนิยมความว่างเปล่า หรือที่คนไทยแปลว่า สูญนิยม
น่าเศร้าที่มันโพสต์โมเดิร์นซะ เลยแตกประเด็นปรัชญาได้อีก(มึนได้อีก)....ความว่างเปล่าคือ? นิยมว่างเปล่าแปลว่าต้องการความว่างเปล่า?หรือไม่ต้องการสิ่งใดเลย?

เรื่องอีกอย่างก็คือพวกอนุรักษ์มักทำให้เข้าใจว่าไนฮิลิซึมคือ Anti-Establishment ...คือทำลายล้างเพื่อสร้างสิ่งใหม่ (คงอารมณ์antithesisละมั้งนะ)
แต่Nihilismคือทำลายเพื่อเป้าหมายสู่ความว่างเปล่าโดยสมบูรณ์ ดังเช่นที่พจนานุกรมหลายฉบับจะแปลว่าเป็นลัทธิทำลายหรือเป็นลัทธิของรัสเซียที่ว่าโลกเลวควรทำลายให้สิ้นซากอะไรแบบนั้นแหละ
บางคนก็ว่า Nihilism คือการที่เราไม่เชื่อในพระเจ้าแต่เอาความว่างเปล่ามาแทนที่

มันก็เข้ามาเกี่ยวข้องกะโพสต์โมเดิร์นจังๆที่นิทเช่ด้วย...ไม่แน่ใจแต่คงประมาณว่า 'พระเจ้าของปัจเจคนั้นมันจะตามแต่คุณค่าที่คนจะเลือกยึดกันไป..'
แต่ไฮเดกเกอร์ก็บอกอีกว่านั้นน่ะมันเป็น Nihilism แบบไม่สมบูรณ์ เพราะยังเชื่อในการมีอยู่ของสรรพสิ่ง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสงคราม เคออส และความขัดแย้ง...
...ก็ไปตีกันเองละกันนะฮ่ะทั้งสองทั่น -*-
แต่เราว่าไฮเดกเกอร์มีความคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับหลักของNihilismที่สมบูรณ์ เพราะมันจะสร้างความสงบสุขให้แก่โลกได้ (ปล.เหมือนว่าจริงๆแล้วนิทเช่ไม่ใช่Nihilism แต่โดนอนุรักษ์นิยมกล่าวหาว่าเค้าเป็นNihilismซะเอง คือเขาไม่เชื่อในศิลธรรมจึงปฏิเสธชีวิต)
สรุปว่านิทเช่เพียงจะทำลายความเชื่อศิลธรรมเก่า เพื่อสร้างศิลธรรมแบบใหม่ขึ้น จึงเป็นการสร้างมิใช่ทำลาย!!!

เราว่าสังคมไทยอาจจะยังรับไม่ได้กับแนวคิดของ Nihilism แต่ด้วยความสอดคล้องกับชีวิตของโลกยุคใหม่มันจะชวนให้คนหันมาเชื่อมากขึ้นๆแน่นอน
ความขัดแย้งในความเชื่อและสังคมในแต่ละคนมันจะต้องมีบทสรุป...

เราค่อนข้างต่อต้านในค่านิยม...ไม่มีศาสนา ไม่ทำตามศิลธรรม(แต่จะว่าไปก็มีหลักการหรือcodeของตัวเองอยู่ดี -*- ) ไม่เห็นถึงคุณค่าของโลกและชีวิตหรือสิ่งที่กระทำแม้แต่ค่าความรู้สึก... เลยสนใจในNihilism
แต่ก็ไม่ใช่ว่ารู้ดีหรอกเพราะว่า เราไม่ใช่คนที่ทุบทำลายค่านิยมทั้งหมดลงได้อย่างเบ็ดเสร็จ

แต่ถ้าจะว่าไป...คนที่เป็นโรคจิตแบบมีบุคลิกต่อต้านสังคม (ไม่สามารถเคารพสิทธิของบุคคลอื่น กฏหมาย ระเบียบข้อบังคับของสังคม (ME!)) และพวกไซโคพาธ(ฉลาดทางอารมณ์น้อย ไม่รับรู้สิ่งถูกผิด (without conscience) และไม่สามารถครองความสัมพันธ์กับใคร เว้นจะยื้อไว้เพื่อผลประโยชน์) พวกนี้นี้ก็พ้นผิดไปโดยปริยาย... กลายเป็นปรมาจารย์ผู้บรรลุใน NIHILISM. 555555

Romeo & Juliet...

posted on 09 Apr 2009 21:19 by cheer-up-mayme

เนตเห่ยสุดๆ  พึ่งอัพเป็น3Gแท้ๆ...สงสัยจะไม่พอ ไม่งั้นองค์การก็ห่วยจิงจัง

 

วันนี้ดู Romeo&Juliet ทางเคเบิล...เวอร์ชันพี่ลีโอตัวเหม็น น่ารักจับจิต  ไมเค้าไม่สต๊าฟเฮียเก็บไว้นะ... ช่วงนี้บังเอินดูหนังเฮียเยอะมาก ปัจจุบันบวมเบียร์โหดถึงครึมเครา แต่เอ๊าะๆนี้สเป๊กแท้ๆ TT^TT

 

 ดูหนังรักคลาสสิคแล้ว...แบบว่า ทำไมตูไม่เคยมีแบบนี้บ้างฟะ
ไม่เหงา ไม่เศร้า ไม่เพ้อ ไม่แคร์ มันดีกว่ารึป่าวเนี่ย....ออกซิโตซินในสมองทำให้เวลาคนเกิดความรักจะทำแต่เรื่องน่าอาย  ถ้าถือคติ stay cool ก็ดีกว่าแน่นอนที่ตายด้านเช่นเรา
แต่รู้สึกว่าความรักจะทำให้คนมองโลกเป็นสถานที่สวยงามไปได้นี่นะ

สำหรับเราก็แค่หวังว่าจะตายให้เร็วที่สุดหลังจากที่รู้ว่าต้องมีชีวิตอยู่นานกว่าที่คาดไว้
แค่ให้พ้นจากพวกคนบ้าๆ กับโลกร้อนๆนี้ซะที

 

 

สิ่งที่ทำให้รักของโรมิโอจูเลียตอมตะ ก็คือความเยาว์ กะ ความตาย!.....ลองคิดดูว่าถ้าได้อยู่กันต่อไป โรมิโอแม่งได้รำคานความเพ้อเจ้อของจูเลียตแน่ๆ(เพ้ออยู่ได้อะไรคนเดียวทั้งเรื่อง) หลังแอบไปก้งเหล้ากะฝูงแล้วปีนกลับห้องทางระเบียงทุกคืน จูเลียตคงได้เครียดกะบาลแยกจนตุ้ยออกๆ ผ่านไปซักสองสามปีโรมิโอก็จะสังเกตว่าจูเลียตไม่ได้สวยอย่างที่เคยแล้วต้องได้หนีไปแอบกุ๊กกิ๊กกะสาวสวยหน้าใหม่ ไหนจะลูกเป็นฝูงได้เกี่ยงกันตื่นไปป้อนนมอีก ชัวร์

.....แต่...เราก็แค่เดาอ่ะ -*-

 

 

 

 

 

 

 อ่ะ....ไหนๆก็ลองเทียบดู ดั่งคนละคนเลย


A. หน้าแหลมเล็กไร้เดียงสา สายตาเซ็กซี่

 


B. เล่นมันแต่หนังแอคชั่นตำรวจบู๊สายลับรัวกระสุน เอ็นปูดครึ้มหนวด -*-

 

 ความซวยประจำวัน
*เนตบ้าบอ เปิดfacebookไม่ได้
*พิมๆblogนี้อยู่ เผลอกดลิงค์ไปhi5 เจอไวรัสดับ ไม่ทันเซฟ -__-"
*วันนั้นของเดือนเลยตะกรามใส่เบเกอร์รี่ไป5ชิ้นได้
*อ่านแมสเซจลูคัสช้าไป3ชั่วโมง พลาดนัด ปล่อยให้ลูรอเก้อแน่นอน(...แต่ก็ขี้เกียจ กะลังอยู่ในช่วงเพิ้งซีซั่น ไม่อยากเจอหนุ่มใด)
*รู้สึกว่าโรมิโอจูเลียตนี้โชคดีจิงๆ...

วาทะ ดีๆ ของ บุคคล ต่างๆ

posted on 20 Mar 2009 20:39 by cheer-up-mayme

 

สิ่งที่ต้องปรับตัวเพื่อเรียนรู้ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ๆ อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของมุมมอง (Attitude)
Andrew Pressman, FAIA

"ถ้าคุณต้องการความสำเร็จหนึ่งเท่า จงเพิ่มความล้มเหลวเป็นสองเท่าตัว" 
T watson Jr. ; IBM

"จงลืมว่ามันมีรูปลักษณ์อย่างไร แต่ถามว่ามันให้ความรู้สึกอย่างไร" 
Ansel Adams

"ศิลปะที่ยิ่งใหญ่ คือศิลปะที่ถ่ายทอดจากศิลปินเพื่อส่งเสริม
ภราดรภาพของสังคมและยกระดับของมนุษย์ชาติ"
Leo Tolstoy

"อย่ากลัวการต่อต้าน!! จงจำไว้ว่า ว่าวจะลอยสูงได้เมื่อทวน มิใช่ใช่ตามลม"
แฮมิลตัน มาบี

"มันเป็นหลักข้อเท็จจริงเบื้องต้นของการเป็นมนุษย์ ว่าทุกๆคนโกหก....สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเดียวก็คือ โกหกเกี่ยวกับอะไร!"
Dr.House, House md.

"คนป่วยใกล้ตายก็โกหกเหมือนกัน...'น่าจะทำงานให้น้อยลง น่าจะเป็นคนดีกว่านี้ น่าจะรับเลี้ยงแมวจรจัด'..ถ้าคุณอยากจะทำอะรจริงๆ คุณจะทำมัน...คุณไม่รอเก็บมันมาพล่ามหรอก"
Dr.House, House md.

"มันไม่ได้มีเส้นบางๆกั้นระหว่างความรักกับความเกลียดชังหรอก  ที่จริง..มันมีกำแพงเมืองจีนกับทหารยามติดอาวุธยืนอยู่ทุกๆ20ฟุตขั้นกลางระหว่างรักกับเกลียดต่างหาก"
Dr.House, House md.

"เด็กๆเอ๊ย...ลูกพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว และลูกก็พลาดไปอย่างน่าเศร้า..
บทเรียนคือ อย่าไปพยายามมันเลย"
Homer Simpson

james mcavoy made me cry..

posted on 08 Feb 2009 22:15 by cheer-up-mayme

 

In the world of pain . . . maliryn manson'song really seem to help me feel better..

In the world of struggling . . . i fucking hate all the stupid romance drama..

In the world of archetecture's student . . . I really wanna sleep so fucking damn much -*-

 

 

 

 

 

คืนนี้อยากจะพูดถึงเรื่องของ Perfectionist หรือผู้ที่พอใจแต่สิ่งดีเลิศ พวกคนที่ต้องการให้อะไรทุกอย่างออกมาสมบูรณ์แบบ ไม่ได้พูดถึงคนเอาแต่ใจนะคะ แต่เป็นบุคลิกภาพและจิตสำนึกที่ฝังแน่นในใจ

แน่นอนว่า...ในโลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ  แต่ก็ไม่แน่นาาาา คุณก็อาจจะเป็นหนึ่งใน perfectionist ด้วยก็ได้ เพราะมันไม่ใช่ว่าพวกเขา คือคนที่สมบูรณ์แบบหรอกนะ  แต่มันเป็นการกระทำและความคิดของเขาต่างหาก ที่จะต้องทำทุกอย่างออกมาให้สมบูรณ์  และหากเขาเชื่อว่าสิ่งที่เขากำลังจะทำนั้นมันไม่อาจจะออกมาดีเลิศสมบูรณ์ได้แล้ว  เขาก็เลือกที่จะไม่ทำมันไปซะงั้นเลย  

  ต้องสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะได้ด้านชีวิต..การเรียน..กิจกรรม ...แม้กระทั่งกับเรื่องของความรัก   

 

ในแง่ดี พวก perfectionism จะมีพลังงานเหลือเฟือในการทำผลงานต่างๆออกมาได้อย่างดีเลิศ ไม่ว่าจะความละเอียดละออของงาน ข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์  

ส่วนข้อเสียของการเป็นพวก perfectionism นี้ก็น่าสงสารน่าดู  ด้วยความคิดที่ว่า"all-or-nothing" หรือถ้าไม่เพอร์เฟคก็ไร้ค่า  มันทำให้บุคคลเหล่านี้จะไม่สามารถเริ่มทำงานหรือโปรเจคที่มีได้ จนกว่าจะนึกภาพของตัวงานทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ออกเสียก่อน แทนที่จะค่อยๆทำก็กลายเป็นคิดแล้วคิดอีก  แล้วคนพวกนี้ก็จะชอบกดดันตัวเองเมื่อทำอะไรผิดพลาดไป(ประมาณ ไม่ยอมรับ ทำใจไม่ได้ที่ตัวเองทำไม่ได้ คิดวกไปวนมาแล้วโทษว่าตัวเองโง่ ทำไมตูทำไม่ได้ว๊ะ???)

พวกคนเหล่านี้จะทนทุกข์ทรมานจากความกังวลที่มากกว่าคนปกติ มีความนับถือตัวเองต่ำ(ถึงแม้ภายนอกจะไฮโซหัวสูง แต่ลึกๆกลับรังเกียจดูถูกตัวเองเพราะยังไม่สามารถยอมรับในความผิดพลาดของตัวเองได้)
เสี่ยงต่อการเป็นโรค
obsessive-compulsive disorder (โรคย้ำคิดย้ำทำ) โรคไร้แรงจูงใจพวกซังกะตายไรงี้ โรคผิดปกติทางการกิน(eating disorders), และโรคซึมเศร้า (clinical depression)

 

ถ้าคุณเป็นหนึ่งใน perfectionistละก็  เมถ์ว่าทางออกที่ดีอย่างนึงก็คือการบำบัดที่ช่วยให้คุณสามารถตั้งจุดมุ่งหมายที่เป็นจริงขึ้นมาได้ และต้องกล้าเผชิญความกลัวที่จะพลาดพลั้งด้วย

สิทธิของเรา!!

posted on 19 Sep 2008 16:33 by cheer-up-mayme

   คือเคยสงสัยกันมั้ยว่า ทุกวันนี้เรามีสิทธิกันจริงๆหรือปล่าว ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตามเรามีสิทธิจริงๆ หรือเราถูกหลอกให้เชื่อว่าเรามีสิทธิกันแน่!!!!!

 

ก่อนอื่นขออธิบาย
สิทธิ
หมายถึงอำนาจหรือประโยชน์ที่กฎหมายให้ความคุ้มครองให้ การได้รับสิทธิตามกฎหมายนั้นย่อมไม่ก่อให้เกิดความอยุติธรรมกับผู้มีส่วนได้เสียนั้นๆด้วย!!!!

ในทางนิติศาสตร์ สิทธิหมายถึง สิทธิตามกฎหมายหรือศีลธรรม ที่จะทำหรือไม่ทำบางอย่าง หรือที่จะได้รับหรือไม่ได้รับบางอย่างในสังคมอารยะ (civil society) สิทธิทำหน้าที่เหมือนกฎในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทุกอย่างมันอยู่ในการครอบคลุมโดยกฎหมายอีกแล้ว

 

คุณมั่นใจในกฎหมายหรือปล่าว?????
คุณมั่นใจในตัวผู้ที่ได้สิทธิในการออกกฏหมายหรือเปล่า???

 

 

 ในความคิดส่วนตัวเราแล้ว.. ผู้ที่ดำรงชีวิตอยู่นั้นย่อมมีสิทธิบางอย่าง และเมื่อมันเกี่ยวข้องกับผู้ที่มีชีวิต สิทธิจึงน่าจะจำแนกได้เป็น3ประเภทใหญ่ๆ สิทธิการเกิด สิทธิการอยู่ และสิทธิการตาย
aคุณใส่ใจสิทธิการเกิดมากแค่ไหน? คุณมองมันในมุมไหนแล้วบ้าง? แล้วความเหลื่อมล้ำหลังจากเกิดมาล่ะ?
aสิทธิที่เกี่ยวกับการดำรงอยู่นั้นคุณคงพบเห็นอยู่ทุกวัน มันเป็นเรื่องที่สังคมใส่ใจกันมากที่สุด
aสิทธิการตาย การได้จบชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี การพ้นจากความทรมาน คุณอาจไม่เข้าใจความทรมานของผู้อื่นเลยเพราะความทรมานของตัวเองนั้นยิ่งใหญ่สุด!?!? ถ้าคุณยังทนได้เค้าก็ควรจะทนได้ด้วยรึป่าว??? 
Mercy killing หรือการุณยฆาตสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถหายได้และต้องทนทรมาน การยุติการยืดเวลาแห่งความทุกข์ทรมานนับเดือนปี 
จะทำยังไงให้พวกเราใส่ใจเรื่องแบบนี้ให้มากขึ้นกันนะ…. 

ความรักกับสมอง!!

posted on 13 Sep 2008 10:20 by cheer-up-mayme

คือสงสัยว่าทำไมมันอะไรกันนักหนากับความรักเนี่ย ละช่วงนี้คนใกล้ตัวก็มีปัณหากันจังเลยนะ สรุปว่าความรักคืออะไร? เค้ารู้ตัวกันมั้ยว่ากหรือไม่ได้รัก? ความผูกพันธ์ละ? แล้วมันยิ่งใหญ่จิงรึป่าว???

 

"ความผูกพันธ์"
    อารมณ์นี้หลายคนคงเคยมี บอกไม่ได้ว่ารักมันมั้ยแต่ที่แน่ๆคือเราผูกพันธ์กัน
เฉลยความรู้สึกผูกพันธ์มันเกิดจากสมองหลั่งฮอร์โมนที่เรียกว่า Oxytocin (อ็อกซิโตซิน) 
ไอ้ตัว oxytocin นี่ มันทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสมอง อย่างเช่น
ถ้าปกติเรามีปฏิสัมพันธ์กับใครแล้ว ก็จะมีระดับฮอร์โมนตัวนี้สูงขึ้น และจะรู้สึกผูกพันธ์
เอาใจใส่ ดูแลเค้าดีขึ้น
แต่ถ้าถูกยับยั้งสารฮอร์โมนตัวนี้ไป เราก็จะเฉยๆ ไม่สนใจ ทอดทิ้งอีกฝ่ายเพราะไม่รู้สึกอะไร
ในการทดลองกับสัตว์ตัวแม่ก็พบว่า แม่จะสามารถทิ้งลูกไปได้อย่างไม่ไยดีเลยทีเดียว

ฮอร์โมนตัวนี้มันสามารถตรวจจับวัดได้จากสัญญาณคลื่นสมองคะ
ไม่รู้นะว่าวัดคลื่นสมองยังไง อาจจะเป็น MRT, PET หรือ EEG อะไรซักอย่าง พวกเราป่าวเรียนแพทย์
เพื่อให้สามารถระบุตำแหน่งของสมองที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้
โดยมันจะได้ภาพออกมาประมาณเนี้ยแหละ โชว์ส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์รัก

ได้ข่าวว่าเด็กออทิสติกจะมีระดับฮอร์โมน oxytocin ต่ำกว่าคนปกติเลยไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
(อันนี้ยังเป็นแค่ทฤษฎีอยู่)




 ไม่ใช่แค่นี้นะ สมองของเราเป็นตัวควบคุมสารเคมีอีกมากมายที่มีผลต่อความคิดและอารมณ์
เวลาที่เราเห็นใครปุ๊บปิ้งปั๊บประมาณ love at first signเนี้ย  สารเคมีที่เรียกว่าDopamineเนี้ยแหละที่มันเป็นตัวทำให้เรารู้สึกตื่นเต้น เกิดความรู้สึกสนใจ
จากนั้นคนเรามักจะตีความกันต่อไปเองว่ามันเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ เป็นจุดหมายของความสุข ก็ว่ากันไป
  

 

พูดง่ายๆแล้ว ในทางวิทยาศาสตร์ยังคงมีความเข้าใจอย่างจำกัดอยู่ ว่ารักคืออะไร? ทำไมมันทำให้เราทำตัวบ้าบอ งี่เง่าถึงขั้นปัญญานิ่มได้ เรามีความสุขหรือเสียใจอย่างถึงที่สุดได้เพราะรัก.... นักวิทยาศาสตร์ก็ยังงงงวยหาคำตอบกันต่อไป คุณละคิดยังไง

ก็ไม่ใช่น้อยๆนะ

สำหรับเราเราว่ามันคือคอนเซป เป็นไอเดียวอุดมคติในหัว เพราะเราไม่เกิดความรู้สึกพวกนี้เลย
อาจพูดได้ว่าเรามีปัญหาทางจิตอื่นๆที่สำคัญกว่าความรัก  แล้วเรามองในแง่ของตรรกะว่ามันไร้สาระ

แต่แค่เพราะเราเป็นคนถือตัวรังเกียจสังคม ไม่ชอบใกล้ชิดคนธรรมดาไร้คุณค่าทั่วไปก็ไม่ได้หมายความว่า ความรักมันจะแย่ไปทั้งหมดนะ   อย่าลืมว่ามันคือพลังขับเคลื่อนให้คนเราสร้างสรรสิ่งต่างๆ ทั้งดนตรี บทกลอน บทละคร ฯลฯ

"They live for love, die for love, kill for love. It can be stronger than the drive to stay alive."

สิ่งที่สวยงามที่สุดสำหรับคนเราคืองานศิลปะดีๆที่มนุษย์สร้างไม่ใช่หรอ ถ้างั้นแม้แต่ความทรมานจากความรักก็ไม่ได้สูญเปล่าหรอก(มั้ง)

 

 

สรุปเราว่ารู้เท่าทันและสรรหาคนที่เหมาะสม หรือมีความสุขไปกับตัวเองดีที่สุด

 

เวลากับพื้นที่(ที่ว่าง)

posted on 04 Sep 2008 08:57 by cheer-up-mayme

TIME & SPACE

ในฐานะเด็กถาปัด ไม่พูดถึงเรื่องนี้ไม่ได้แล้ว....

 

     ความจริงระดับจักรวาล... เวลาและพื้นที่ เป็นสิ่งสัมบูรณ์ คือมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวพวกเราเลย
เวลาและพื้นที่มันไม่คงทน ทุกคนไม่ได้รับรู้หรือวัดตวงได้ในระดับความหมายเดียวกัน แต่มันอยู่ภายใต้กฎของธรรมชาติ คือถึงยังไงมันก็มีอยู่ไม่ว่าเราจะรับรู้หรือไม่ก็ตาม
    เทียบว่าพวกมนุษย์อย่างเราๆเป็นผู้สังเกต แม้เราจะหลับ จะตาย แต่เวลามันก็ดำเนินต่อไป... เราเพียงแค่เข้าไปรับรู้ถึงมันและแปรความหมาย สร้างเวลาและพื้นที่ขึ้นใหม่ตามความเข้าใจของตัวเอง
ตรงนี้ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า โลกภายในกับโลกภายนอก หรือ โลกแต่งสรรกับโลกแท้จริง ขึ้น....
    
โลกภายในสมองของเรา เวลากับพื้นที่เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งที่สะท้อนมาจากโลกภายนอก...เวลาและพื้นที่ในสมองเราไม่เหมือนกัน อาจบิดเบี้ยวยืดหดได้...แต่โลกภายนอกซึ่งเป็นความจริง ไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะเวลาและพื้นที่เป็นสิ่งสัมบูรณ์


 

 

เด็กแนว...อินดี้...และกระแส

posted on 01 Sep 2008 20:08 by cheer-up-mayme

  POSTMODERN in CHIANGMAI

 ARCT412 Theory and philosophy of post-modern architecture

                                        “ I N D I E " . . . . ขบถแห่งยุคสมัย

เชียงใหม่-โพสต์โมเดิร์น

                เกริ่นหน่อยนะ...เราจะขอสร้างความมึนงงไปพร้อมกะความเข้าใจในคำว่า "Subculture!!"

วัฒนธรรมย่อยเด๋วนี้มันค่อนข้างพันกันยุ่งเหยิงน่ะ เพราะความหลากหลายของผู้คนเนี้ยแหละ

เช่น....ทูโทน อีโม ก๊อธ อินดี้จัดได้ว่าเป็นย่อยของพังค์  มองอีกมุมพังค์ก็เป็นย่อยของอินดี้เหมือนกัน ทุกอย่างมันอยู่ที่จุดยืนค่ะ 

 

ที่นี้คุณเข้าใจมั้ยค่ะว่าอินดี้คืออารายยยย....เดี๊ยนก็ยังมึนๆเลย 

1. Independent record label (เกี่ยวกับการจัดจำหน่าย Distribution) 

    คือระบบการทำงาน ที่ศิลปินเซ็นสัญญากับค่ายเพลงอิสระ  ต่อต้านระบบทุนของค่ายเพลงใหญ่ นักดนตรี เป็นผู้คิด ทำ และจำหน่ายเองอย่างเป็นอิสระ โดยไม่มีใครมาควบคุม  ไม่ดังก็ดับอ่าคะ...

2. naming of the genre    ความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ คือ เป็นแนวเพลงอิสระที่เทียบได้กับเพลงแนวอัลเทอร์เนทีฟ  คือต้องไม่เป็นดนตรีในกระแสหลัก ณ ตอนนั้นเวลานั้น    ไม่ว่าจะเป็นซาวด์หรือการเล่น ก็ล้วนต้องเป็นทาง เลือกให้กลุ่มคนฟังใหม่ๆ....ล้ำ......    ออกแนวต่อต้าน ปฏิเสธกระแสดนตรีหลักที่มุ่งเฉพาะทางการค้า

 

  

ละมันเกี่ยวกะเด็กแนวยังไง???

....ก็ความหมายเกลื่อนๆ เด็กเกลื่อนๆ ผู้ต้องการอัตลักษณ์ที่โดดเด่น

   ในยุคแรกเด็กแนวจะประมาณวัยรุ่นที่แต่งตัวแนวศิลป์ๆหรือแต่งเลียนวงร็อคอังกฤษ แต่ฮิตๆกันคือใส่เสื้อยืดพอดีตัวหรือซ้อนทับกัน 2 ตัว ส่วนกางเกงต้องยีนส์ขาดๆเปรอะๆ เปื้อนสีหรือกาวนิดหน่อย ดูติสท์เท่ พึ่งออกจากสตูดิโออาร์ตมางี้ แล้วก็ต้องแอบสนใจเรื่องต่างๆให้ไม่เหมือนชาวบ้าน เช่น หนังสือ ภาพยนตร์ หรือเพลง(อารมณ์ว่าเด็กเนิร์ดน่ะ)

 

ปัจจุบันเด็กแนวพัฒนาการไปอีกขั้นแล้ว มีออพชั่นการแต่งกายเพิ่ม แฟชั่นแนวแตกแขนง ไม่ว่าจะ j-pop, j-rock, เกาหลี, พังค์ หรือฮิพฮอพ จนเกิดคำถามต่างๆว่าเด็กแนวคือตัวตน หรือแค่แฟชั่นเสริมสร้างจุดเด่นให้ตัวเองน่าสนใจในสังคมกันแน่

การกระทำอาจเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม แต่ในทางที่ดีหรือเสื่อม ก็อยู่ที่ตัวผู้ลอกเลียนแบบน่ะจ๊ะ

อยู่ที่ความคิดและเจตนา รวมกับภาพลักษณ์ที่สื่อออกมา คุณคือผู้ตัดสิน....

 

 

 กลับมาเชียงใหม่ต่อ...

     กระแสทางดนตรีและสังคมจากเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว คือร้านอาหารริมแม่น้ำvออริจินของชีวิตคนดนตรีในเชียงใหม่เลยก็ว่าได้ จนถึงวันนี้ที่กระแสดนตรีที่ตื่นตัวที่สุดก็คงไม่พ้นย่านนิมมานเหมินท์   (ไปวอร์ม มังกี้ และอื่นๆดูซิค่ะ ดิฮั้นว่าเพลงมันบ่าเปิงใจอ่าคะ สู้ภูเก็ตไม่ได้ซักเสี้ยว...)

จากสมัยก่อนที่ไม่พลุกพล่าน เงียบๆ เท่ๆ บรรยากาศเป็นกันเอง  วงดนตรีก็จะมีเป็นเครื่องเป่า เป็นลักษณะของไนท์คลับ ฝรั่งที่มาอยู่ก็ไม่กระจายตัว เป็นชุมชนเล็กๆ เหมือนปายในปัจจุบันอ่าคะคุณ...

                แต่ตอนนี้ดันเปลี่ยนแปลง เติบโตไปเร็วมาก เพราะการเติบโตด้านธุรกิจการท่องเที่ยวส่งผล ผลักดันกระแสรุนแรง

 

แน่นอนค่ะ มันมากกว่าแค่เรื่องของดนตรี..

      ทั้งดนตรี หนังสือทำมือ หนังสั้น ศิลปะบนกำแพง บอดี้เพ้นท์ ภาพเหมือนล้อ ภาพถ่ายโปสการ์ดทำมือ ..ทั้งหมดนี้ต่างถูกเรียกว่า ..อินดี้..

……..มันสะท้อนความตั้งใจจริงจังอะไรหลายอย่าง เป็นการสร้างคุณค่าให้กับชีวิต ที่จะสะท้อนตัวตนออกมาให้โลกเห็น การนำเสนอทั้งเชิงรูปแบบและเนื้อหาจะขาดจากสภาพไร้ระเบียบของสังคมและขาดหายไปจากประชาชน สะท้อนข้อมูล ข้อเท็จจริงในความ เหลื่อมล้ำของ ระบบการใช้อำนาจ ..
หรือเขากำลังสงสัยกับเรื่องราวของสังคม ไม่ง้อกลไกทุน (อารมณ์ว่าไม่ตีพิมพ์ให้ตูทำเองก็ได้ว๊ะ)  ßในเบื้องต้นของการกบฎ
สร้างความหมายใหม่ รูปแบบใหม่ พร้อมและไม่ยินยอมให้ใครมากำหนดให้เชื่อ ให้คิดไปบนแนวทางใดแนวทางหนึ่ง แนวเด็กมีปันหา 

 

ถนนคนเดินเป็นอินดี้คะพี่น้อง

 

     ก็ต้องลองคิดดูนะว่าในมุมนึง  ปรากฏการณ์ อินดี้ เหล่านี้เป็นหนทางระบายความคิดอัดอั้นบางสิ่ง ? การแหกออกจากวงล้อมของขนบจารีตที่พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้กำหนด ? ถูกระบายออกด้วยวิธีการของพวกเขาเอง? รึป่าวว??

 

สิ่งที่ดิฮั้นพอจับใจความได้ตามปันยาดิฮั้นก็คือ

ความเป็นโพส์ตโมเดิร์น= พยายามแหวกแตกต่าง ต่อต้านกระแส

                แล้วจุดยืนอยู่ที่ไหน?  อะไรคือความจริง?  อะไรคือ Indie?                               

                                     โพสต์โมเดิร์นคือสิ่งที่ไม่มีกรอบ หรือกรอบมันคือการไม่มีกรอบ?  มีคำนิยาม หรือไม่มี?

                                     อินดี้คือ? เด็กแนวคือ?                 

งงเข้าไปค่ะพวกพ้อง....  

 

สุดท้าย อินดี้คือ...วิถี? แนวเพลง? กระแส? วัฒนธรรม? สไตล์? แฟชั่น?..... 

 

 

 

 อย่างว่า รัสตาฟาเรียนใช้เร็กเก้สื่ออุดมคติทางการเมืองและสังคม

พังค์ แต่งเนื้อร้องบนเนื้อหาของปัญหาสังคม เช่น ยาเสพติด สิ่งแวดล้อม และความซบเซา สะท้อนสภาพชีวิตในอเมริกาและอังกฤษ

สครีมโม ความโกรธแค้น ดูนามธรรม เป็นการวนเวียนถึงความรู้สึกของตนเอง

อื่นๆ 

แล้วเชียงใหม่เด็กเราทำอะไร?....

ส่วนหนึ่งของสังคม

posted on 01 Sep 2008 13:33 by cheer-up-mayme

 

ฝนก็ตก ตื่นก็ยาก ยังต้องมามหาลัยตั้งแต่ 8 โมง ทั้งที่เรียนตั้ง 9.30

ทำไมผู้หยิงบ้าเครื่องสำอาง??...สรรเสริญ OG 
แหม่...ใช้ของนอกแต่เหลือตังติดตูดอยู่40 ฟังดูอนาถเหมือนที่คนเฒ่าชอบด่าวัยรุ่นหน้าง่าวสิ้นสติกัน...โอ๊วววว เสื่อมเลยปันยาชน
วันนี้มันวันอารายยยยย

ใส่เสื้อนอนมาเรียนฮ่ะวันนี้ เริ่ด!!!(เสื้อนอนตัวใหม่จากตู้ มิใช่ที่ใส่รวดจากเมื่อคืนนะเว๊ยคะ) ร้อนน่ะ ร้อนๆ..โปรดเข้าใจ

 

 

 

ผ่านไป 22 ปีถึงได้เข้าใจว่าทำไมมันแปลกๆ....
จะเป็นที่วิธีถูกเลี้ยง... ความคิดที่ก่อตัวสะสม... หรือเป็นที่ตัวกูเองอย่างแท้จิงก็ไม่ทราบ แต่พึ่งเข้าใจว่าทำไมความรู้สึกประหลาดอย่างนึงถึงโผล่มาทุกครั้งที่อยู่ท่ามกลางหมู่คนเยอะๆๆๆๆๆ

ไร้ความรู้สึก.....

แตกแยกและแตกต่าง...ขัดแย้งละก็โหว๋งเหว๋ง เหมือนไม่เข้าใจว่าทำไมคนอื่นถึงทำได้กัน... "มีอารมณ์..."
เค้าสนุกสนาน ไหลตามอารมณ์กันไป(อารมณ์คนไม่ใช่โรคติดต่อซักหน่อย) เค้ามาทำอะไรกัน?????

บางทีมันก็ง่ายเพราะเราทำตัวกลมกลืน คิดว่าสนุกเป็นไงละก็แสดงไป..
ถ้าได้เด่นเป็นจุดสนใจยิ่งดี เพราะตำแหน่งถูกเปลี่ยนจากคนธรรมดาเป็นคนที่สำคัญ
ตลอดชีวิต เราต่างต้องการสร้างความหมายของชีวิตและตัวตน.

กูเสแสร้งมาตลอดชีวิตเลยหรอวะ!!!!!
การกระทำประหลาดของเราเพื่อต้องการเห็นปฏิกิริยาตอบสนองจากคนข้างเคียง
ถ้าแค่ว่าอยากให้เค้ามีความสุข พอใจ หรือแม้แต่เปลี่ยนจากเกลียดเป็นชอบมันก็มีวิธีอยู่...

 

ทุกคนก็เหมือนกัน ตามกระแสแล้วหลอกตัวเองว่ามีความรู้สึก...
เราคิดว่าเรารัก เราเจ็บปวด เราสนุก เราเสียใจ ล้วนแล้วแต่เอาใจสังคมเพื่อได้เป็นส่วนหนึ่ง...

ไม่เลย เราไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสังคม.....