โครงสร้างสังคมหลวมๆ...
posted on 30 Aug 2008 18:02 by cheer-up-mayme
Loose Structureโครงสร้างสังคมหลวม
ในสังคมทุกวันนี้ เราคงรับรู้ถึงปัญหาความไร้ระเบียบ การขาดความเท่าเทียม การไร้อิสรภาพทางความคิดอย่างแท้จริง รวมทั้งระบบสังคมที่พูดได้ว่าไร้สมรรถภาพ อาจจะเป็นด้วยเหตุการณ์บ้านเมืองที่ไม่สงบ ความเชื่อ วัฒนธรรม หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน…. เพราะเหตุใดประเทศไทยจึงมีปัญหาดังกล่าว และมีทางที่จะแก้ไขได้หรือไม่….
เมื่ออ้างอิงจากทฤษฎีของJOHN EMBREE ประเทศไทยจัดได้ว่ามีลักษณะสังคมแบบหลวม ซึ่งเราสามารถแบ่งเป็นมิติใหญ่ๆได้4มิติ
1. Individualism ปัจเจกชนนิยม (ทำตามใจคือไทยแท้)
2. AD-Hoc Activitiesเป็นพวกปฏิบัตินิยม ชอบงานเฉพาะกิจ ไม่วางแผนระยะยาว ขาดพลังการรวมกลุ่มสังคมในระยะยาว
3. Flexibility ยืดหยุ่น ปรับเข้ากับสถานการณ์ (ไม่ป้องกันปัญหาแต่แก้เก่ง ชอบดัดแปลง ทำอะไรง่ายๆเข้าไว้)
4. Low Social Sanction คือเข้าใจในกฎระเบียบ ข้อบังคับและกติกาทางสังคมดี รู้ในหน้าที่แต่ชอบที่จะละเมิด การแหกกฎกลายเป็นเรื่องธรรมดา นั่นก็เนื่องด้วยเพราะว่าไม่มีบทลงโทษที่จริงจัง ทำดีทำชั่วมีค่าเท่ากัน ถึงแม้ไทยจะมีกระบวนการทางสังคมดีแต่กลับไร้บทลงโทษที่คู่ควร
ลักษณะโครงสร้างแบบนี้ หากมองในแง่หนึ่งก็คือมีผลมาจากระบบคุณค่าโลกทัศน์แบบพุทธศาสนา คือมีผลให้คนไทยมักทำอะไรตามอำเภอใจ ไม่ค่อยยึดถือพันธะที่มีต่อระเบียบสังคมอย่างเคร่งครัด หรือพูดได้ว่ามีนิสัยมักง่าย นอกจากนี้จะเห็นว่าในสังคมไทยมักมีการเขยิบฐานะทางสังคมได้ง่ายโดยอาศัยระบบอุปถัมภ์และศาสนา เป็นวัฒนธรรมแบบศักดินาที่ยอมรับชื่นชมการเล่นพรรคเล่นพวกและยังหลงใหลในอำนาจนิยม ส่งผลให้ภาพรวมของสังคมไร้โครงสร้างที่ชัดเจน
ทั้งยังมีความเชื่อประเภทว่าเพราะทำความดีมาก่อน พวกชนชั้นสูงจึงรวย มีสิ่งต่างๆมากกว่าคนทั่วไป ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน เอารัดเอาเปรียบชนชั้นล่าง ทั้งการกดขี่ค่าแรง การไม่จัดสวัสดิการ เงินเดือนที่แตกต่างสูงมากระหว่างชนชั้น หรืออย่างการกดราคาสินค้าเกษตรเป็นต้น
เราดูถูกคนชั้นล่างเพราะถือว่าเขามีความเป็นมนุษย์น้อยกว่า ทำกรรมเก่ามาไม่ดี สมควรต้องรับความลำบาก ด้วยเหตุผลเพียงเพราะเชื่อว่ามันเพียงแค่เป็นไปตามกรรม…เราได้โยนความผิดและภาระไปให้ชนชั้นล่างๆที่มีอำนาจน้อยกว่า….
สิ่งต่างๆเหล่านี้ได้กลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทยไปแล้วโดยเราอาจไม่รู้ตัว
ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าศาสนาส่งผลแย่ต่อสังคม แต่มันเป็นเพียงการบิดเบือนให้เข้ากับผลประโยชน์ของชนชั้นที่มีอำนาจกว่าทางสังคมเท่านั้นเอง
การที่สังคมโดยรวมมีความนิยมบุคคลมากกว่าอุดมการณ์ (ชอบยึดบุคคลเป็นหลัก อาจเพราะในสมัยก่อนที่เป็นสังคมชาวนา และมีรูปแบบชีวิตที่ผูกพันกับเจ้าขุนมูลนาย ส่งผลให้ยังยึดความสัมพันธ์แบบผู้ที่เหนือกว่าและผู้ที่ต่ำกว่ามาเรื่อยๆ ในปัจจุบันอาจเป็นการยึดมั่นในบุคคลที่ตนชอบหรือกลัวเป็นหลัก) ด้วยเหตุนี้ทำให้คนไทยรวมตัวกันยาก
ค่านิยมการนิยมตัวบุคคล ถือเป็นความแตกต่างที่เด่นชัดของไทยกับสังคมอื่น ๆ ในเอเชียเลยก็ว่าได้ คือสังเกตว่าคนไทยไม่ค่อยเห็นคุณค่าและไม่เชื่อถือในตัวบุคคลที่ไร้ชื่อเสียง รวมทั้งการที่คนไทยชอบกระทำอะไรซักอย่างโดยอ้างชื่อของบุคคลสำคัญ
สรุปได้ว่า คนในสังคมส่วนใหญ่มักมีลักษณะความเป็นตัวของตัวเองที่มากเกินควรจนขาดจิตใจที่ผูกพันต่อสังคม และไร้น้ำใจที่จะรับผิดชอบต่อความเจริญหรือความเสื่อมของสังคม
ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวได้ถูกปฏิเสธโดยนักวิชาการหลายท่าน โดยเฉพาะ Jack Potter ที่ศึกษาเรื่อง“โครงสร้างสังคมชาวนาไทย”และกล่าวว่า สังคมชาวนาไทยมีโครงสร้างที่แน่นอน ไม่ได้เป็นโครงสร้างหลวมตามทฤษฎีแรกที่กล่าวถึงไป
ทำให้ยังเป็นที่ถกเถียงกันมาว่าแท้จริงแล้ว ความคิดเกี่ยวกับโครงสร้างสังคมไทยนั้น เป็นรูปธรรม(ความจริงเชิงประจักษ์ที่มองเห็นได้ในพฤติกรรมจริงของชีวิตทางสังคม คือเชื่อว่าโครงสร้างสังคมเป็นพฤติกรรมทางสังคมที่คงทนและส่งอิทธิพลต่อพฤติกรรมของผู้คนที่อยู่ภายใต้โครงสร้างนั้นๆ) หรือว่าเป็นเพียงแค่รูปแบบนามธรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการวิเคราะห์เท่านั้นกันแน่
แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าอย่างไรก็ตาม โครงสร้างสังคมนั้นคือปัจจัยสำคัญที่สร้างความแตกต่างให้แก่ประเทศชาติ และเป็นสิ่งที่กำหนดแนวโน้มของปัจจุบันและอนาคตว่าจะดำเนินไปในทิศทางใด….
และหากสังคมเรายังยึดติดกับสิ่งต่างๆโดยขาดวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล แล้วถือเอาว่าการสั่นคลอนหรือเปลี่ยนแปลงออร์เดอร์เก่าเป็นสิ่งเลวร้ายไปทั้งหมด ในขณะที่ประเทศเจริญแล้วมุ่งพัฒนาก้าวหน้าและเลือกอนุรักษ์อย่างมีสติแล้ว เราคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปะทะทางความคิดและผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจที่รั้งความพัฒนาของสังคมเราได้…
อ้างอิง….กูเกิลลลลล -*-
เซงแค่ไหน??

